หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของนักท่องเที่ยวเวลาไปเยือนญี่ปุ่นก็คือการไปสัมผัสประสบการณ์ออนเซ็นแช่น้ำแร่ร้อนไปพร้อมกับดื่มด่ำธรรมชาติอันงดงาม นอกจากจะผ่อนคลายแล้วแร่ธาตุจากธรรมชาติทั้งหลายยังมีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูและบำรุงร่างกายอีกด้วย ในญี่ปุ่นมีแหล่งออนเซ็นดีๆ มากมายกระจายอยู่ทั่วประเทศแต่สำหรับใครที่วางแผนไปเที่ยวโตเกียวแล้วอยากลองไปสัมผัสประสบการณ์ออนเซ็นดูบ้างเราขอแนะนำแหล่งออนเซ็นยอดนิยมรอบบริเวณกรุงโตเกียวที่สามารถเดินทางไปเที่ยวได้อย่างสะดวกสบาย
ออนเซ็นคืออะไร?

ออนเซ็น (温泉 / Onsen) คือ แหล่งน้ำพุร้อน (Natural Hot Spring) อันเป็นน้ำแร่ร้อนที่ผุดขึ้นมาตามธรรมชาติโดยมีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 34°C (93.2°F) – 42°C (107.6°F) อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย มีสรรพคุณหลากหลายที่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ในอีกด้านคำว่าออนเซ็นอาจหมายรวมถึงสถานที่ให้บริการแหล่งแช่น้ำแร่ร้อนอีกด้วย ในญี่ปุ่นเองมีออนเซ็นกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศมากกว่า 25,000 แหล่ง ปัจจุบันถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งในหมู่คนญี่ปุ่นเองและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์วิถีญี่ปุ่นให้ถึงแก่นอย่างแท้จริง
แหล่งออนเซ็นยอดฮิตรอบโตเกียว
1.ฮาโกเน่ (Hakone Onsen) / จ.คานากาวะ (Kanagawa)
แหล่งน้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่นคงต้องยกให้กับ “ฮาโกเน่ออนเซ็น (箱根温泉 / Hakone Onsen)” ที่ตั้งอยู่ใน จ.คานากาวะ ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวมาเพียงราว 1 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น นอกจากไฮไลท์เด็ดที่เป็นแหล่งแช่ออนเซ็นวิวสวยสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้แล้ว น้ำพุร้อนที่นี่ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายอีกด้วย ตลอดจนมีแหล่งแช่ออนเซ็นให้บริการมากมายจนทำให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ตามตำนานเล่าว่าแหล่งน้ำพุร้อนแถบนี้ถูกค้นพบโดยพระภิกษุตั้งแต่ปี ค.ศ.738 ในสมัยยุคนาระ (Nara period; ค.ศ.710-794) จนกระทั่งในสมัยเอโดะ (Edo period; ค.ศ.1603–1868) ฮาโกเน่กลายมาเป็นจุดแวะพักระหว่างทางอันสำคัญบนเส้นทางโทไคโด (東海道 / Tokaido) ถนนสายเก่าแก่อันโด่งดังที่เชื่อมต่อการเดินทางระหว่างเอโดะ (โตเกียวในยุคปัจจุบัน) กับเกียวโต (เมืองหลวงเก่า) นั่นเอง นอกจากนี้ในอดีตแหล่งแช่น้ำร้อนแห่งนี้ยังถือเป็นสถานฟื้นฟูสุขภาพร่างกายอันสำคัญให้กับบรรดากองทัพซามูไรแห่งประสาทโอดาวาระ (小田原城 / Odawara Castle) อันเกรียงไกรซึ่งตัวปราสาทนั้นก็ต้องอยู่ไม่ไกลจาก “ฮาโกเนะยูโมโตะ (箱根湯本 / Hakone-Yumoto)” อันเปรียบเสมือนประตูสู่ฮาโกเนะนั่นเอง นั่นเลยทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งออนเซ็นระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและรับใช้คนญี่ปุ่นมายาวนานนับพันกว่าปีเลยทีเดียว

แหล่งน้ำพุร้อนบริเวณฮาโกเน่นั้นมีมากมายหลายโซนกระจายอยู่ทั่วบริเวณทว่ามีต้นกำเนิดมาจากแหล่งน้ำใต้ดินเดียวกันที่ได้รับพลังงานความร้อนใต้พิภพมาจากแหล่งภูเขาไฟฮาโกเน่ นั่นเลยทำให้น้ำพุร้อนแห่งนี้มีแร่ธาตุอยู่มากมายกว่า 20 ชนิด ตลอดจนมีสรรพคุณแตกต่างกันไปตามแต่ละแหล่ง อาทิ น้ำพุเกลือกำมะถัน (硫黄塩泉 / Sulfur Salt Spring) ซึ่งมีลักษณะพิเศษเป็นสีขาวขุ่น มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อสูงมาก ทำให้มีสรรพคุณที่ดีต่อการช่วยรักษาโรคผิวหนัง หรือจะเป็นน้ำพุเกลือคลอไรด์ (塩化物泉 / Chloride Spring) ที่มีผลดีต่อการรักษาความอบอุ่นในร่างกายได้ดี ช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้นและทำให้ผิวหนังชุ่มชื้นมีน้ำมีนวล เป็นต้น ตลอดจนมีคุณสมบัติอีกมากมายที่ดีต่อสุขภาพ นั่นเลยทำให้ฮาโกเน่กลายเป็นแหล่งออนเซ็นยอดฮิตของญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน
2.คุซัทสึ (Kusatsu Onsen) / จ.กุนมะ (Gunma)
แหล่งน้ำพุร้อน “คุซัทสึออนเซ็น (草津温泉 / Kusatsu Onsen)” เป็นเมืองออนเซ็นท่ามกลางหุบเขาที่โด่งดังมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของญี่ปุ่น แหล่งออนเซ็นแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต จ.กุมมะ และใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวมาเพียง 2-4 ชั่วโมงเท่านั้น น้ำพุร้อนแหล่งนี้ได้รับพลงงานมาจากความร้อนใต้พิภพบริเวณภูเขาไฟคุซัทสึ-ชิราเนะ (草津白根山 / Mount Kusatsu-Shirane) นอกจากจะเต็มไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายแล้วอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ก็คือมีความเป็นกรดค่อนข้างสูงจึงส่งผลให้มีสรรพคุณช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีเป็นพิเศษ

แหล่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งยังถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญก็คือแหล่งน้ำพุร้อนใจกลางเมืองที่เรียกว่า “ยูบาตาเกะ (湯畑 / Yubatake)” ซึ่งปล่อยน้ำพุร้อนตามธรรมชาติออกมาถึงกว่า 5,000 ลิตร/นาที นับว่าเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่ปล่อยน้ำออกมาปริมาณมากที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว โดยบ่อนี้จะเป็นบ่อหลักของเมือง นำมีอุณหูภูมิสูงถึง 70 °C มีระบบลำเลียงน้ำพุร้อนไปตามรางไม้ (เพื่อลดอุณหภูมิน้ำไปในตัว) เพื่อผันน้ำแจกจ่ายไปยังแหล่งออนเซ็น โรงแรม ตลอดจนเรียวกังต่างๆ ในบริเวณนี้นั่นเอง ระบบผันน้ำพุร้อนแบบโบราณนี้จึงกลายมาเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของเมืองไปเลยด้วยเช่นกัน



เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิค่อนข้างสูงทำให้ชาวญี่ปุ่นยุคโบราณคิดค้นวิธีการช่วยลดอุณภูมิน้ำร้อนจนถ่ายทอดเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นจากรุ่นสู่รุ่นและกลายมาเป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันด้วย พิธีการที่ว่านี้ก็คือ “ยูโมมิ (湯もみ / Yumomi)” ประเพณีร่ายรำกวนน้ำร้อนโดยใช้แผ่นไม้กวนน้ำตลอดจนกวักให้น้ำขึ้นไปโดนอากาศอันจะช่วยลดอุณภูมิน้ำให้เย็นลงได้ ซึ่งการร่ายรำที่แทรกเข้ามานั้นก็เพื่อทำให้การกวนน้ำไม่น่าเบื่อและสนุกสนานขึ้นนั่นเอง ซึ่งปัจจุบันยูโมมิกลายมาเป็นประเพณีท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญของคุซัทสึและเป็นกิจกรรมห้ามพลาดในการมาเยือนเมืองนี้เลยทีเดียว
3.คินุกาวะ (Kinugawa Onsen) / จ.โทชิกิ (Tochigi)
แหล่งน้ำพุร้อน “คินุกาวะออนเซ็น (鬼怒川温泉 / Kinugawa Onsen)” เป็นเมืองออนเซ็นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บริเวณโตรกหุบเขาริมแม่น้ำคินุ (鬼怒川) ในเขต จ.โทชิกิ นอกจากนี้ยังอยู่ไม่ไกลจากนิกโกะ (Nikko) อันเป็นอีกแหล่งมรดกโลก (UNESCO World Heritage Sites) สำคัญของญี่ปุ่น ตลอดจนไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวธีมย้อนยุคชื่อดังอย่าง EDO WONDERLAND (日光江戸村) ด้วย แล้วด้วยความที่อยู่ห่างจากโตเกียวไม่มากนัก เดินทางสะดวกสบายโดยใช้เวลาราว 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นอีกหนึ่งแหล่งพักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตด้วยเช่นกัน

คินุกาวะออนเซ็นเป็นแหล่งน้ำพุร้อนเก่าแก่ที่ถูกค้นพบเมื่อราว 300 กว่าปีที่แล้วในสมัยยุคเอโดะ (Edo period; ค.ศ.1603–1868) เนื่องจากแหล่งน้ำพุร้อนนี้อยู่บนเส้นทางแสวงบุญและอยู่ภายใต้อาณาบริเวณของศาลเจ้าและวัดแห่งนิกโกะ (日光の社寺 / Shrines and Temples of Nikko) อันศักดิ์สิทธิ์ในอดีตจึงอนุญาตเฉพาะนักบวชและไดเมียว (ขุนนาง) ให้สามารถลงแช่ได้เท่านั้น ทว่าช่วงปลายยุคเอโดะราว ค.ศ.1800 ก็เริ่มเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถมาแช่น้ำพุร้อนในแหล่งนี้ได้ แหล่งน้ำต้องห้ามจึงกลายเป็นแหล่งน้ำที่หลายคนหมายปองอยากจะลองมาแช่กันสักครั้งในชีวิตนั่นเอง ต่อมาในยุคสมัยเมจิ (Meiji period; ค.ศ.1868-1912) ได้มีการส่งเสริมพัฒนาให้บริเวณนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง ทำให้เกิดโรงแรมตลอดจนเรียวกังผุดขึ้นตลอดแนวแม่น้ำมากมายจนทำให้ในช่วงยุค 70 (1970s) ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของคนญี่ปุ่น (โดยเฉพาะโตเกียว) ที่นิยมมาพักในช่วงสุดสัปดาห์กันเป็นอย่างมาก



คุณสมบัติเด่นของน้ำพุร้อนแห่งคินุกาวะก็คือการที่เป็นน้ำพุร้อนใสสะอาด ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ตลอดจนไม่มีรสชาติ ปริมาณด่างสมดุลทำให้กำจัดเชื้อแบคทีเรียได้ดี และเป็นประโยชน์ต่อระบบไหลเวียนเลือดด้วย สำหรับชื่อคินุกาวะนั้นแปลความหมายได้ประมาณว่า “แม่น้ำแห่งอสูรที่กำลังเกรี้ยวโกรธ (Angry Demon River)” นั่นเลยทำให้มีการนำยักษ์แบบญี่ปุ่นมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ นอกจากรูปปั้นยักษ์ที่กลายเป็นแลนด์มาร์กเด่นยืนต้อนรับอยู่หน้าสถานีรถไฟแล้วเจ้ายักษ์นี้ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฎตามที่ต่างๆ มากมายรวมถึงถูกนำไปทำเป็นของที่ระลึกตลอดจนขนมของฝากมากมาย
4.ชูเซ็นจิ (Shuzenji Onsen) / จ.ชิซูโอกะ (Shizuoka)
แหล่งน้ำพุร้อน “ชูเซ็นจิออนเซ็น (修善寺温泉 / Shuzenji Onsen)” เป็นเมืองออนเซ็นขนาดเล็กที่ตั้งอยู่บนภูเขาเหนือคาบสมุทรอิซุ (伊豆半島 / Izu Peninsula) จ.ชิซูโอกะ ที่สามารถเดินทางมาจากโตเกียวได้ในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมงเท่านั้น

แหล่งออนเซ็นแห่งนี้ถูกค้นพบโดยนักบวชโกโบะ ไดชิ (弘法大師 / Kobo Daishi) หรือกุไก (空海 / Kukai) ผู้ก่อตั้ง “วัดชูเซ็นจิ (修禅寺 / Shuzenji Temple)” ขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.807 ในสมัยยุคเฮอัน (Heian period; ค.ศ.794-1185) ซึ่งชื่อวัดก็คือที่มาของชื่อแหล่งออนเซ็นแห่งนี้ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับพันกว่าปีและถือเป็นหนึ่งในแหล่งออนเซ็นที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย

สำหรับไฮไลท์เด่นของแหล่งออนเซ็นนี้ก็คือ “โทโกะโนะยุ (独鈷の湯 / Tokko-no-Yu)” ที่เชื่อกันว่าเป็นแหล่งน้ำพุร้อนเก่าแก่ที่ถูกนักบวชโกโบะ ไดชิค้นพบครั้งแรกนั่นเองโดยปัจจุบันมีการสร้างศาลาไม้ครอบไว้เพื่อการอนุรักษ์โดยเปิดให้เข้าชมได้เพียงเท่านั้น (ไม่อนุญาตให้แช่หรือล้างมือใดๆ ทั้งสิ้น) นอกจากนี้บรรยากาศของเมืองออนเซ็นริมแม่น้ำยังเต็มไปด้วยบ้านเรือนเก่าแก่ผสมผสานอาคารสมัยใหม่เรียงรายอยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำคัตสึระ (桂川 / Katsura River) ตลอดจนมีสะพานข้ามแม่น้ำแบบโบราณหลายแห่งทำให้มีบรรยากาศคล้ายเมืองเกียวโตจนถูกยกย่องว่าเป็น “เมืองเกียวโตน้อยแห่งคาบสมุทรอิซุ (Little Kyoto of Izu)” เลยทีเดียว
5.อตามิ (Atami Onsen) / จ.ชิซูโอกะ (Shizuoka)
อตามินอกจากจะเป็นเมืองตากอากาศริมทะเลยอดฮิตแล้วเมืองนี้ยังมีชื่อเสียงอีกด้านก็คือการเป็นแหล่งน้ำพุร้อน “อตามิออนเซ็น (熱海温泉 / Atami Onsen)” อันโด่งดังอีกด้วย แหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณริมอ่าวซากามิ (相模湾 / Sagami Bay) แถบคาบสมุทรอิซุ (伊豆半島 / Izu Peninsula) ในเขต จ.ชิซูโอกะ สามารถเดินทางมาจากโตเกียวได้โดยใช้เวลาสั้นที่สุดแค่ราว 50 นาทีเท่านั้นเอง

อันที่จริงแล้ว “อตามิ (熱海 / Atami)” นั้นแปลความหมายว่า “มหาสมุทรเดือด (Hot Ocean)” อันเนื่องมาจากขึ้นชื่อในเรื่องการเป็นแหล่งน้ำพุร้อนนั่นเอง ซึ่งแหล่งน้ำพุร้อนแห่งนี้ถูกค้นพบราวช่วงศตวรรษที่ 8 ในยุคนาระ (Nara period; ค.ศ.710-794) และเป็นเมืองออนเซ็นที่มีชื่อเสียงมาช้านานนับพันกว่าปีเลยทีเดียว ทว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้แหล่งออนเซ็นนี้มีชื่อเสียงมากยิ่งขึ้นก็คือช่วงยุคเอโดะ (Edo period; ค.ศ.1603–1868) เมื่อโชกุนโทกุกาวะ อิเอยาสุ (徳川 家康 / Tokugawa Ieyasu) ได้มาเยือนอตามิแล้วตกหลุมรักออนเซ็นแหล่งนี้จนถึงขนาดกลับไปสร้างออนเซ็นที่เอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) เลียนแบบให้เหมือนกับออนเซ็นอตามิทุกประการ



น้ำแร่ร้อนที่นี่มีส่วนผสมของคลอไรด์และซัลเฟตเป็นหลักทำให้น้ำใส ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น มีสรรพคุณในการบำบัดร่างกายโดยเฉพาะเกี่ยวกับผิวหนังได้ดี กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทั้งยังอ่อนโยนต่อผิวพรรณช่วยบำรุงให้ผิวดีจนได้รับย่กย่องว่าเป็นแหล่ง “ออนเซ็นแห่งความงาม” เลยทีเดียว นอกจากนี้เอกลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างจากแหล่งออนเซ็นอื่นๆ ก็คือการเป็นแหล่งออนเซ็นริมทะเลที่มีบ่อแช่น้ำร้อนแลเห็นวิวท้องทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตา เหมาะสำหรับคนชอบบรรยากาศแสนสบายริมชายหาดแสนสวย
++++++++++
อ้างอิง
https://en.unknownjapan.net/introduction
https://www.fun-japan.jp/th/articles/10048
https://en.wikipedia.org/wiki/Hakone_Onsen
https://www.visit-gunma.jp/th/spots/kusatsu-onsen
https://www.japan.travel/th/th/newsletter/kusatsu-onsen
https://en.wikipedia.org/wiki/Kusatsu_Onsen
https://www.japan-guide.com/e/e7401.html
https://www.visitnikko.jp/en/discover/hot-springs
https://www.japan-guide.com/e/e3875.html
https://www.fun-japan.jp/th/articles/10199
https://www.ana.co.jp/en/jp/japan-travel-planner/shizuoka/0000008.html
https://www.jnto.or.th/attractions/highlight-of-japan-all-area/chubu/onsen
https://www.japan-guide.com/e/e6311.html
https://kiji.life/atami-onsen-day-trip/ https://www.japan.travel/th/spot/1292/